Lookkid
กลับไปหน้าสาระน่ารู้
การเงินอ่านประมาณ 5 นาที

6 พฤติกรรมที่ทำให้สถาบันการเงินไม่มั่นใจในการปล่อยสินเชื่อ : บางครั้ง... ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "เป็นหนี้" แต่อยู่ที่ "ความน่าเชื่อถือ"

สถาบันการเงินไม่ได้ดูแค่รายได้หรือการมีหนี้ แต่มอง 6 พฤติกรรมที่สะท้อนความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบของผู้กู้ ก่อนตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อ

แชร์บทความFacebookLINELinkedIn
6 พฤติกรรมที่ทำให้สถาบันการเงินไม่มั่นใจในการปล่อยสินเชื่อ : บางครั้ง... ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "เป็นหนี้" แต่อยู่ที่ "ความน่าเชื่อถือ"

มีผู้จัดการสินเชื่อคนหนึ่งเคยเล่าเรื่องราวให้ฉันฟัง ซึ่งเป็นบทเรียนที่ฉันจำฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ...

❌ 6 พฤติกรรมฉุดความน่าเชื่อถือในโลกการเงิน

เขาเล่าว่า ทุก ๆ เช้า บนโต๊ะทำงานของเขาจะมีแฟ้มคำขออนุมัติสินเชื่อวางเรียงรายอยู่หลายสิบแฟ้ม ในนั้นมีโปรไฟล์ที่หลากหลายมาก บางคนรายได้เดือนละ 20,000 บาท บางคนสูงถึง 200,000 บาท บางคนมีภาระหนี้ติดตัวหลายล้าน ในขณะที่บางคนประวัติสะอาดเอี่ยมแทบไม่มีหนี้เลย

คนนอกอย่างเรา ๆ ฟังแล้วก็คงคิดใช่ไหมคะว่า... คนที่มีรายได้เยอะที่สุด หรือคนไม่มีหนี้เลย ย่อมได้รับการเซ็นอนุมัติก่อนเสมอ

แต่เขากลับยิ้มแล้วตอบฉันว่า "ไม่จริงครับ..."

เพราะในความเป็นจริง สิ่งที่สถาบันการเงินมองตรวจเช็ก ไม่ใช่แค่ตัวเลขรายได้บนสลิปเงินเดือนเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือคำถามที่ว่า "ถ้าเราปล่อยเงินก้อนนี้ออกไปให้เขาแล้ว เขาจะสามารถดูแลและรับผิดชอบมันได้จริงไหม?"

และตลอดหลายปีของการทำงาน เขาพบว่ามี 6 พฤติกรรมต้องห้าม ที่ทำให้เจ้าหน้าที่พิจารณาสินเชื่อต้องเริ่มลังเลและส่ายหน้า แม้ว่าลูกค้าคนนั้นจะมีรายได้สูงมากก็ตาม มีอะไรบ้าง... มาเช็กไปพร้อมกับฉันเลยค่ะ

1. คนที่ชอบจ่ายช้า... เพราะคิดว่า "เดี๋ยวค่อยจ่ายก็ได้"

มีลูกค้าประเภทที่ไม่เคยเบี้ยวหนี้หนัก ๆ จนเป็นหนี้เสียนะคะ แต่ติดนิสัยชอบจ่ายเลทตลอด ทุกเดือนต้องขอเลทสัก 2 วันบ้าง 5 วันบ้าง หรือ 10 วันบ้าง โดยในมุมของลูกค้ามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า "ก็สุดท้ายฉันก็จ่ายเงินครบนะ จะบ่นอะไร" แต่รู้ไหมคะว่าในมุมของสถาบันการเงิน สิ่งที่เขาเห็นคือคนคนนี้ไม่มีวินัยในการบริหารเงินเอาเสียเลย และเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำซากนี้มักจะสะท้อนถึงพฤติกรรมระยะยาวในอนาคตได้ดีกว่าที่คิดค่ะ

2. คนที่เงียบหาย... ตอนที่เริ่มมีปัญหา

ผู้จัดการสินเชื่อกระซิบบอกฉันว่า จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้กลัวลูกหนี้ที่ไม่มีเงินจ่ายหรอกนะ แต่เขากลัวลูกหนี้ประเภทที่ชอบติดต่อไม่ได้ ไม่รับสาย ไม่ตอบข้อความ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ หรือปิดทุกช่องทางติดต่อหนีหายไปเฉย ๆ เพราะเมื่อไม่มีการหันหน้ามาสื่อสารกัน ก็ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วลูกค้ากำลังลำบากชั่วคราว หรือจงใจกำลังหนีหนี้ ทั้งที่ในหลาย ๆ ครั้ง ถ้าเลือกที่จะโทรมาคุยและเปิดอกตรง ๆ ตั้งแต่แรก ธนาคารก็อาจจะมีทางออกและมาตรการช่วยเหลือที่ดีกว่าการเงียบหายไปค่ะ

3. คนที่ส่งข้อมูลไม่ตรงกับความจริง

บางคนมีความอยากกู้ให้ผ่านมาก ๆ จนถึงขั้นยอมตกแต่งตัวเลข เพิ่มรายได้ให้ดูสูงเกินจริง แอบลดตัวเลขรายจ่าย หรือจงใจปิดบังภาระหนี้สินอื่น ๆ ที่มีอยู่ แต่ในยุคนี้ข้อมูลหลายอย่างมันเชื่อมโยงและตรวจสอบได้ง่ายมากค่ะ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจจับได้ว่าข้อมูลไม่สอดคล้องกัน คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจของพวกเขาทันทีก็คือ "ถ้าเรื่องเล็ก ๆ แค่นี้คุณยังไม่ซื่อตรง แล้วเรื่องใหญ่อย่างเงินกู้หลักแสนหลักล้าน จะเชื่อใจคุณได้อย่างไร?" ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่สร้างยาก แต่พังทลายลงได้ในไม่กี่นาทีจริง ๆ ค่ะ

4. คนที่ชอบกู้เงินก้อนใหม่... เพื่อไปปิดหนี้ก้อนเก่าไปเรื่อย ๆ

พฤติกรรมยอดฮิตคือ ทุก ๆ เดือนต้องเอาเงินจากหนี้ก้อนหนึ่งไปโปะอีกก้อนหนึ่ง หมุนบัตรเครดิตใบนี้มาจ่ายใบนั้น หรือวิ่งขอสินเชื่อใหม่เพื่อเอามาปิดสินเชื่อเก่า จนสุดท้ายยอดหนี้รวมกลับพอกพูนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่หยุด ในมุมของสถาบันการเงิน เขาไม่ได้มองแค่ว่าคุณใช้เงินไม่เก่งนะคะ แต่เขากำลังมองว่าคุณยังไม่มีแผนการรับมือหรือแนวทางที่จะพาตัวเองออกจากวงจรหนี้ได้อย่างยั่งยืนต่างหาก

5. คนที่ชอบรับปาก... แต่ไม่เคยทำได้จริงตามคำพูด

คำพูดติดปากประเภท "อาทิตย์หน้าจ่ายแน่นอนครับ" หรือ "สิ้นเดือนนี้ได้ชัวร์ ๆ หายห่วง" แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ผลลัพธ์ก็กลับมาอีหรอบเดิมทุกครั้ง จนเจ้าหน้าที่เริ่มหมดความเชื่อมั่นในคำสัญญา เพราะในโลกของการเงิน ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดจากคำพูดที่สวยหรู แต่เกิดจากการกระทำที่ทำได้จริงตามที่ตกลงกันไว้ค่ะ

6. คนที่ไม่เคยวางแผนหรือรับรู้เรื่องเงินของตัวเองเลย

เขาเล่าว่ามีลูกค้าหลายคนมากค่ะ ที่พอถามเข้าจริง ๆ กลับตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองมีหนี้สินรวมทั้งหมดเท่าไหร่? แต่ละเดือนต้องจ่ายค่างวดกี่บาท? โดนอัตราดอกเบี้ยไปเท่าไหร่? หรือบัญชีหนี้ไหนสำคัญที่สุดที่ต้องรีบจัดการ เมื่อขนาดตัวของผู้กู้เองยังไม่รู้เรื่องและไม่ใส่ใจเลย มันจึงเป็นเรื่องยากมากค่ะที่คนอื่นจะมั่นใจได้ว่าคุณจะบริหารจัดการเงินก้อนใหม่ที่กำลังจะกู้ไปได้ดี

อินโฟกราฟิกสรุป 6 พฤติกรรมฉุดความน่าเชื่อถือในโลกการเงิน

💡 Lookkidd Insight

หลังจากที่ฟังเรื่องเล่าทั้งหมดจบ ฉันเลยลองถามผู้จัดการสินเชื่อคนนั้นไปตรง ๆ ว่า "แล้วจริง ๆ เจ้าหนี้กลัวลูกหนี้แบบไหนที่สุดคะ?"

เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบฉันด้วยประโยคที่ทัชใจมาก ๆ ว่า:

"เราไม่ได้กลัวคนที่ล้มครับ... แต่เรากลัวคนที่ไม่ยอมบอกว่าตัวเองกำลังล้มต่างหาก"

เพราะจากประสบการณ์ของเขา คนที่กล้าเผชิญหน้าพูดความจริง กล้ายืดอกรับผิดชอบ และรีบเข้ามาหาทางแก้ไขร่วมกัน มักจะเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินอยู่เสมอ ในทางกลับกัน คนที่เลือกจะเงียบ ปล่อยให้ปัญหาลุกลามบานปลาย สุดท้ายคุณไม่ได้เสียแค่โอกาสในการกู้เงินครั้งนี้เท่านั้นนะคะ แต่มันอาจจะทำลาย "เครดิตและความน่าเชื่อถือ" ที่คุณอุตสาหะสร้างมาหลายปีให้หมดไปในพริบตา

และนี่คือบทเรียนการเงินครั้งสำคัญที่ฉันอยากให้ทุกคนจำให้ขึ้นใจค่ะว่า สถาบันการเงินเขาใช้พิจารณา ไม่ใช่แค่คำถามว่า "คุณเป็นหนี้หรือไม่" แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ "คุณมีความรับผิดชอบต่อหนี้ของตัวเองอย่างไร" ต่างหากค่ะ!

📌 อ้างอิงข้อมูลจาก: ประสบการณ์และเกณฑ์การประเมินพฤติกรรมลูกหนี้เชิงจิตวิทยา (Behavioral Scoring) ในการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน (ข้อมูลอัปเดตประจำเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569)

CHECKLIST

เช็กให้ครบก่อนตัดสินใจ

จ่ายชำระหนี้ให้ตรงเวลาเสมอ อย่าปล่อยให้เป็นนิสัยจ่ายช้า
หากเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ ให้รีบติดต่อสถาบันการเงินทันที อย่าเงียบหายหรือหลบเลี่ยงการติดต่อ
ให้ข้อมูลรายได้และภาระหนี้สินตามความเป็นจริงเสมอเมื่อขอสินเชื่อ
วางแผนบริหารหนี้ให้ชัดเจน ไม่กู้เงินก้อนใหม่มาปิดหนี้เก่าไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทางออก
รักษาคำพูดและทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าหนี้ พร้อมทั้งรับรู้และติดตามสถานะหนี้สินของตัวเองอยู่เสมอ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อช่วยประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน การแพทย์ หรือการรับรองว่าผลิตภัณฑ์ใดเหมาะกับทุกคน เงื่อนไขจริงขึ้นอยู่กับสัญญา กรมธรรม์ ผู้ให้บริการ และข้อมูลเฉพาะบุคคล โปรดอ่านเอกสารและสอบถามผู้ให้บริการหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ