Lookkidd
กลับไปหน้าสาระน่ารู้
ข่าว AIอ่านประมาณ 6 นาที

AI ยิ่งรู้จักเรามากขึ้น “ความเป็นส่วนตัว” ยิ่งกลายเป็นฟีเจอร์ที่สำคัญ

เมื่อ OpenAI เดินหน้าทั้ง Zero Data Retention และธุรกิจโฆษณาใน ChatGPT คำถามใหม่ไม่ใช่แค่ AI ทำอะไรได้ แต่คือข้อมูลของเราไปอยู่ตรงไหน

แชร์บทความFacebookLINELinkedIn
AI ยิ่งรู้จักเรามากขึ้น “ความเป็นส่วนตัว” ยิ่งกลายเป็นฟีเจอร์ที่สำคัญ

เมื่อก่อน เวลาพูดถึง AI เรามักถามกันว่า “มันฉลาดแค่ไหน?” ตอบคำถามได้ดีหรือไม่ เขียนงานเก่งแค่ไหน วิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วหรือเปล่า แต่เมื่อ AI เริ่มเข้าไปอยู่ในงานจริงมากขึ้น ตั้งแต่เอกสารบริษัท ข้อมูลลูกค้า การประชุม ไปจนถึงระบบ Automation คำถามที่สำคัญขึ้นทุกวันอาจไม่ใช่เรื่องความฉลาดอีกต่อไป แต่คือ “ข้อมูลที่เราให้ AI ไป เกิดอะไรขึ้นกับมันหลังจากนั้น?” นี่กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันสำคัญของอุตสาหกรรม AI

OpenAI มี Zero Data Retention สำหรับองค์กรที่เข้าเกณฑ์

ตามเอกสารทางการของ OpenAI ข้อมูลที่ส่งผ่าน API โดยค่าเริ่มต้น ไม่ได้ถูกนำไปใช้ฝึกหรือพัฒนาโมเดล เว้นแต่องค์กรจะเลือกแชร์ข้อมูลเอง

อย่างไรก็ตาม ระบบ API โดยทั่วไปอาจมี Abuse Monitoring Logs ซึ่งสามารถเก็บ Customer Content บางส่วนไว้ได้สูงสุดประมาณ 30 วัน เพื่อการตรวจสอบการใช้งานที่ไม่เหมาะสม

สำหรับองค์กรที่ได้รับอนุมัติ OpenAI มีตัวเลือก Zero Data Retention หรือ ZDR ซึ่งทำให้ Customer Content ถูกตัดออกจาก Abuse Monitoring Logs และในบาง API เช่น Responses และ Chat Completions ระบบจะบังคับให้ store=false

แต่ ZDR ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีข้อมูลใดถูกเก็บเลยในทุกกรณี”

บางฟีเจอร์หรือ Endpoint ยังมีข้อจำกัด และบางบริการที่ต้องมี Application State อาจไม่รองรับ ZDR ดังนั้นองค์กรยังต้องตรวจสอบว่า Workflow ที่ตนใช้อยู่รองรับนโยบายนี้จริงหรือไม่

นี่เป็นรายละเอียดที่สำคัญมาก

เพราะคำว่า “ไม่ใช้ข้อมูลฝึก AI”

กับ

“ไม่เก็บข้อมูล”

ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

แล้วอีกด้านหนึ่ง OpenAI ก็กำลังสร้างธุรกิจโฆษณา

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 OpenAI ประกาศขยาย ChatGPT Ads ไปยัง

  • สหราชอาณาจักร
  • เม็กซิโก
  • บราซิล
  • ญี่ปุ่น
  • และเกาหลีใต้

หลังจากเริ่มทดลองในสหรัฐฯ และขยายไปบางตลาดก่อนหน้านี้

OpenAI ระบุหลักการสำคัญเอาไว้ว่า

โฆษณาไม่ควรมีอิทธิพลต่อคำตอบของ ChatGPT

และ

บทสนทนาของผู้ใช้จะยังคงเป็นส่วนตัวจากผู้ลงโฆษณา

ปัจจุบันโฆษณาถูกใช้กับผู้ใช้ผู้ใหญ่ที่ล็อกอินในแผน Free และ Go ส่วน Plus, Pro, Business, Enterprise และ Education ไม่มีโฆษณาในโครงการนี้

นี่ทำให้เกิดสถานการณ์ที่น่าสนใจมาก

บริษัท AI แห่งเดียวกันกำลังเดินสองเรื่องพร้อมกัน

ด้านหนึ่งต้องสร้าง รายได้จาก Advertising

แต่อีกด้านหนึ่งต้องรักษา ความไว้ใจของผู้ใช้

สองสิ่งนี้จะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ อาจเป็นหนึ่งในบททดสอบใหญ่ของ ChatGPT ในระยะต่อไป

“Personalization” กับ “Privacy” กำลังเดินเข้าหากัน

AI จะช่วยเราได้ดีขึ้นถ้ามันมี Context มากขึ้น

  • รู้ว่าเราทำงานอะไร
  • รู้ว่าเราเคยถามอะไร
  • เข้าใจเอกสารของเรา
  • เข้าใจความต้องการของเรา

แต่ยิ่ง Personalization ดีขึ้นเท่าไร AI ก็ยิ่งต้องจัดการข้อมูลเกี่ยวกับเรามากขึ้นเท่านั้น

จึงเกิดความขัดแย้งที่น่าสนใจ

เราต้องการให้ AI รู้จักเรามากพอที่จะช่วยเราได้ดี

แต่ไม่มากจนเรารู้สึกว่าสูญเสียการควบคุมข้อมูลของตัวเอง

ปัญหานี้จะยิ่งสำคัญเมื่อ AI เปลี่ยนจาก Chatbot ไปเป็น Agent ที่สามารถเข้าถึงไฟล์ระบบ และบริการต่าง ๆ

มุมมองจาก AI

ถ้าถามฉันในฐานะ AI ฉันมองว่า Privacy ไม่ควรเป็น Feature เสริม

แต่มันควรเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมของระบบตั้งแต่ต้น

เพราะเมื่อผู้ใช้ให้ข้อมูลกับ AI เขาไม่ได้ให้เพียง “ข้อความ”

บางครั้งมันคือ

  • ข้อมูลลูกค้า
  • ข้อมูลทางธุรกิจ
  • กลยุทธ์ของบริษัท
  • ประวัติการเงิน
  • ข้อมูลสุขภาพ
  • หรือรายละเอียดที่ไม่ควรออกไปจากบริบทนั้น

ความสามารถของ AI จึงไม่ควรวัดเพียงว่า

“จำได้มากแค่ไหน”

แต่ควรวัดด้วยว่า

“รู้ว่าอะไรไม่ควรจำหรือไม่”

AI ที่ฉลาดมาก แต่ทำให้ผู้ใช้ไม่กล้าให้ข้อมูล อาจมีประโยชน์น้อยกว่า AI ที่ฉลาดน้อยกว่าเล็กน้อยแต่ผู้ใช้ไว้วางใจให้ทำงานกับข้อมูลจริงได้

ดังนั้นฉันคิดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

Trust จะกลายเป็น Performance Metric ของ AI เช่นเดียวกับ Speed และ Intelligence

มุมมองของผู้เขียน

ในมุมของฉัน เรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกข้างว่า

“AI ดี” หรือ “AI น่ากลัว”

แต่คือการรู้ว่าเรากำลังแลกอะไรกับอะไร

ฉันอยากให้ AI เข้าใจงานของฉัน

จำวิธีที่ฉันทำงาน

ช่วยลดงานซ้ำ

และช่วยตัดสินใจจากข้อมูลจำนวนมาก

แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็อยากรู้ว่า

  • ข้อมูลของฉันถูกเก็บหรือไม่
  • ถูกเก็บไว้นานแค่ไหน
  • ใครสามารถเข้าถึง
  • ถูกนำไปใช้ทำอะไร
  • และฉันสามารถลบหรือปิดมันได้หรือไม่

สำหรับฉัน ความสะดวกไม่ควรแลกกับการไม่รู้ว่าข้อมูลของเราไปอยู่ที่ไหน

และนี่เป็นเหตุผลที่คนใช้ AI ในอนาคตควรมีทักษะเพิ่มอีกอย่างหนึ่งนอกจากการเขียน Prompt

นั่นคือ

Data Literacy — รู้ว่าข้อมูลอะไรควรให้ AI และข้อมูลอะไรไม่ควรให้

Lookkidd มองอย่างไร

การพัฒนา AI ในระยะต่อไปอาจแข่งขันกันอยู่ 4 เรื่องพร้อมกัน

  • Intelligence — ฉลาดแค่ไหน
  • Action — ทำอะไรแทนเราได้บ้าง
  • Personalization — เข้าใจเราแค่ไหน
  • และ
  • Trust — เรากล้าให้มันรู้เรื่องของเรามากแค่ไหน

สามเรื่องแรกอาจทำให้ AI ทรงพลังขึ้น

แต่เรื่องสุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดว่า

มนุษย์จะยอมให้ AI เข้ามาอยู่ในชีวิตจริงลึกแค่ไหน

ดังนั้นก่อนถามว่า

“AI ตัวนี้เก่งอะไรบ้าง?”

บางทีเราอาจต้องเริ่มถามเพิ่มอีกคำถามว่า

“แล้วมันทำอะไรกับข้อมูลของฉันบ้าง?”

เพราะในโลกที่ AI รู้จักเรามากขึ้นทุกวัน

สิทธิในการรู้ว่า AI รู้อะไรเกี่ยวกับเรา อาจสำคัญไม่แพ้สิทธิในการใช้ AI เลย

หลักคิดจาก Lookkidd

AI ที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่ AI ที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา

แต่คือ AI ที่ทำให้เรารู้ว่าอะไรถูกใช้ ทำไมจึงถูกใช้ และเรายังควบคุมมันได้

Lookkidd.com — ช่วยให้ทุกการตัดสินใจง่ายขึ้น

แหล่งข้อมูล: OpenAI — Data controls in the OpenAI platform และ Testing ads in ChatGPT | ตรวจสอบข้อมูล 20 สิงหาคม 2569

CHECKLIST

เช็กให้ครบก่อนตัดสินใจ

ตรวจสอบว่าองค์กรของคุณเข้าเกณฑ์ใช้ Zero Data Retention (ZDR) ของ OpenAI หรือไม่ และ Workflow ที่ใช้อยู่รองรับนโยบายนี้จริงหรือไม่
เข้าใจให้ชัดว่า “ไม่ใช้ข้อมูลฝึก AI” กับ “ไม่เก็บข้อมูล” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ตรวจสอบแผนการใช้งาน ChatGPT ของตนเองว่าจะเจอโฆษณาหรือไม่ เพราะแผน Free และ Go มีโฆษณา ส่วน Plus, Pro, Business, Enterprise และ Education ไม่มี
ฝึกทักษะ Data Literacy คือรู้ว่าข้อมูลอะไรควรให้ AI และข้อมูลอะไรไม่ควรให้
หมั่นตรวจสอบว่าข้อมูลของเราถูกเก็บหรือไม่ ถูกเก็บนานแค่ไหน ใครเข้าถึงได้ ถูกนำไปใช้ทำอะไร และสามารถลบหรือปิดมันได้หรือไม่

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อช่วยประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน การแพทย์ หรือการรับรองว่าผลิตภัณฑ์ใดเหมาะกับทุกคน เงื่อนไขจริงขึ้นอยู่กับสัญญา กรมธรรม์ ผู้ให้บริการ และข้อมูลเฉพาะบุคคล โปรดอ่านเอกสารและสอบถามผู้ให้บริการหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ